Kaona's profileanitchanPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
February 27 เวลา เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาที นำความเปลี่ยนแปลงมาให้ โดยที่ไม่รู้ตัว
ถ้าทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง เป็นความจริงของโลก แต่บางสิ่งจะไม่เปลี่ยน ไปกับเวลา March 29 Winter in Summer Sonataเพลงรักในสายลมร้อน
ฉันรอเธออยู่ที่ขอบฟ้าแสนไกล
ไกล แสนไกล แสนไกล
ฉันมองเธอจากขอบฟ้าที่แสนไกล
ไกล แสนไกล แสนไกล
ทั้งเงียบและมืดมิด
มีแต่จิตใจที่ไม่หมองหม่น
ไกล แสนไกล และแสนไกล
มีแต่ความคิดเท่านั้นที่ไปถึง
ไกล แสนไกล และแสนไกล
ที่ฉันจะพาฉันไปถึง
(โบโบสอบตกรอบสอง และกลับไปเป็นโปลิศ เหมือนเก่าเพื่อรอสอบปีหน้า) February 09 คนบางคนที่พิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ จำได้ว่าเขียนเรื่องนายโบ น้องชายคนเดียวไปเมื่อปีที่แล้ว เวลาโบยบินไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ปีกว่าแล้วที่โบไปประจำการที่ภาคใต้ตามที่โบได้เซ็นสัญญาสมัครนายสิบ รุ่น ลงใต้(เหมือนพระเครื่องเลยแฮะ) จำได้อีกว่า พ่อกับแม่ เป็นห่วงโบมาก รวมทั้งญาติๆเพราะโบเป็นขวัญใจ เวลาผ่านไป ผ่านไป โบไปทำงานและมักจะกลับบ้านทุกสองเดือน ด้วยเหตุผลที่ว่า คิดถึงบ้านและไม่อยากจะอยู่ที่นั่น(ที่ๆเต็มไปด้วยความหดหู่) เวลาที่ราชการให้พัก (เวลาทำงาน 45 วัน จะได้พัก 7-15 วัน) โบเลือกที่จะกลับบ้านขอนแก่น แม้ค่ารถ ค่าตั๋วเครื่องบินจะเป็นเงินเกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือน
โบมักจะโทรหาพี่ๆ และพ่อกับแม่เสมอๆ เพื่อรายงานความรู้สึกและชีวิตของโบให้ฟัง ครั้งหนึ่งโบโทรมาหาพี่และบอกว่า ชีวิตที่นั่นลำบากมาก ทั้งกายและใจ ที่ต้องเจอศพคนตายทุกวัน อาหารการกินก็หาซื้อยาก อีกทั้งยังไม่ถูกปากคนอีสาน แต่ก็ยังดีที่เพื่อนตำรวจจากแดนอีสานขนข้าวปลาอาหารมาทำกินกัน โบบอกพี่ว่า ช่วยบอกเด็กในมหาลับด้วยว่าให้ตั้งใจเรียน เพราะมันเป็นช่วงชีวิตที่สบายที่สุดแล้ว เหมือนครั้งหนึ่งโบก็เคยเข้าเรียนมาก่อน อีกครั้งหนึ่งที่พี่จำได้ดีคือ โบโทรมาหาพี่ตอนเกือบเที่ยงคืนว่า โบโดนสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะเป็นแผลเล็กน้อย(แต่ตกใจมาก) และเห็นเพื่อนๆบาดเจ็บหลายคน และโบก็เป็นคนเดียวที่บาดเจ็บน้อยที่สุดจึงต้องกลับไปเฝ้าโรงพัก พี่กับต้าตกใจมาก แต่โบกำชับไว้ว่าอย่าบอกพ่อกับแม่
ตอนปีใหม่โบกลับมาบ้านหนองคาย(บ้านหลังใหม่ของพ่อกับแม่) โบเป็นดาวเด่นเช่นเคย ทุกครั้งที่โบกลับบ้าน ทุกคนจะมารายล้อมโบเหมือนโบแจกของฟรีอะไรสักอย่าง แต่ไม่เลย แท้จริงโบกำลังเล่าเรื่องราวตื่นเต้นเร้าใจผู้ชม ด้วยประสบการณ์ตรง ของผู้อยู่ในพื้นที่ แม้โบจะเป็นตำรวจได้เกือบปี คำพูดและลีลาการเล่าเรื่องก็ใช่หยอก โบออกไม้ออกมือ ยกแขน สาธยายเหตุการณ์ พร้อมทั้งโชว์รูป ภาพตำรวจน้อยถือปืน เอ็ม 16 ตระเวณเทือกเขาแดนใต้ ช่างเหมือนในละครเสียจริงนะน้องรัก......
เท่าที่พี่สังเกตุเห็นโบมีความคิดแตกต่างจากเดิมเพิ่มเข้ามา โบเล่าถึงการเอาชีวิตรอดของคน และเล่าถึงสัจจะของชีวิตที่ว่า ผู้คนต่างเกิดมาเพื่อมีชีวิต(รอด) ทั้งภัยก่อการร้าย ภัยเศรษฐกิจ ภัยส่วย ภัยอำนาจ โบพูดถึงฮีโร่ในดวงใจ ผู้หมวดแคน ผู้หมวดอนาคตไกลที่ไปเสียชีวิตในภาคใต้ ผู้หมวดคนนี้พื้นเพเป็นคนบ้านเดียวกันกับโบ คือ ขอนแก่น ของเรานี่เอง โบบอกว่า เห็นไหมว่าคนดีตายยังไง ... สุดท้ายให้ธงชาติฉันผืนเดียว
แม้กระนั้นก็ตาม ในกระเป๋าเจมส์บอนด์ของโบ ก็มีหนังสืออนุสรณ์งานศพของผู้หมวดแคน (เค้าจะรู้ไหมว่ากลายเป็นฮีโร่ของคนๆหนึ่งไปแล้ว) แล้วเราพี่น้องก็ต้องจากกันไปตามหน้าที่ หลังที่งานเลี้ยงปีใหม่เลิกรา...
เวลาผ่านไป ไวดั่งโบยบิน(สุภาษิตรัสเซีย)
..
..
..
เช้าวันที่ เก้า กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พี่นอนตื่นสายเช่นเคย พ่อโทรศัพท์มาหา ห้าครั้งแต่พี่กดปิดเสียงทุกครั้ง พอครั้งที่หกรู้สึกผิดปรกติ(ถ้าไม่รับพ่อจะรู้ว่านอนหลับอยู่)
พี่ตัดสินใจรับโทรศัพท์ ...น้ำเสียงพ่อดูแปลกๆ
เสียงพ่อฟังดูตื่นเต้น ระคนดีใจ.....
พ่อ " โต้เป็นไงสบายดี ข่าวดีๆ น้องสอบติดนายร้อยแล้ว....เนี่ยกำลังจะไปสอบร่างกาย โบสอบได้ที่ 41 ..(รับตัวจริงเข้าศึกษา 40 คนแต่รับสอบรอบร่างกาย 80 คน)"
ตอนเที่ยงวันเดียวกัน โบโทรหาพี่และบอกว่า โบสอบติดแล้วและกำลังจะไปสอบร่างกาย โบบอกว่ามันใกล้ความจริงที่สุดแล้ว.....
ถ้าเราไม่รู้จักกันตั้งแต่เกิด ได้รู้จักโลกนี้ไปพร้อมๆกัน พี่คงจะไม่รู้สึกเท่าที่พี่รู้สึกแบบนี้ เราคุยกันบ่อยทางโทรศัพท์ตั้งแต่ ความคิดแรกของการเป็นตำรวจ การลาออกจากมหาลัย การเจ็บป่วยในเดือนแรกที่เข้าเรียนรร.นายสิบ ที่โบต้องนอนโรงพยาบาลทั้งอาทิตย์ การห้ามปราม ก่นด่า ด้วยความหวังดีจากคนรอบข้างที่ไม่ต้องการเห็นคนที่รักลำบาก หรือ เสี่ยงอันตราย แม้กระทั่ง อาทิตย์ที่แล้วแม่ยังบอกว่า พยายามพูดให้น้องลาออกจากตำรวจ ให้ไปเรียนอย่างอื่น ... วันนี้ทุกอย่างกลับกันหมด...
พ่อแม่ดีใจมากเหมือนโบไม่เคยขัดใจ ทุกคนดีใจกับโบ
เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน พ่อแม่ ลุง ป้า น้า อา ยาย ที่หนองคายฉลองกันยกใหญ่
.....พี่อยากบอกว่า ที่โบทำได้ทุกคนก็ดีใจ ...แม้แข่งอีกครั้งจะแพ้หรือชนะก็ไม่สำคัญ เพราะโบได้ชนะใจทุกคนแล้ว..........
......โบ นายเป็น คนจริง
July 13 คำบ่นคิดถึงครอบครัว
คิดถึงเพื่อน
คิดถึงสิ่งรอบๆข้าง
....
คิดถึงสิ่งที่สูญเสีย
คิดถึงในหลายครั้งและโอกาส
คิดแล้วไม่ได้เสียใจฟูมฟาย
แต่ค่อยๆเรียนรู้กับการสูญเสีย
นานเข้า กลับเห็นมุมมองใหม่ๆ
ในเรื่องเก่า
....
ใครจะรับรู้ความรู้สึกของใครได้โดยไม่ผ่าน ความรู้สึกตัวเอง
....
ยามอยู่ใกล้เวลาช่างสั้น
ยามอยู่ไกลกันเวลาช่างยาวนาน
....
เรื่องที่พูดไม่ได้ก็คือ เรื่องที่พูดไม่ได้
....
ถ้าเด็ดดอกไม้ไปแล้วไม่กลัวว่าวันหนึ่งจะทิ้งเมื่อมันเหี่ยวเฉา ก็จงเด็ดมันเถิด
....
July 07 ลาที สายลม แสงแดด ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ลงข้อมูลผิด ข้อมูลวันก่อตั้งมธก.ที่ไม่ใช่วันที่ 24 มิ.ย. แต่เป็นวันที่ 27 มิ.ย. ตามที่ได้เขียนไว้ในหัวข้อที่ผ่านมา แต่สองวันดังกล่าวก็เหมือนกันอยู่อย่างในปัจจุบันคือ สูญเสียความสำคัญลงไปแล้ว ตามปัจจัยทางสังคม ที่ทั้งลม แดด ฝน กระหน่ำพัดยังยุคสมัยของเรานี้
ชีวิต....ช่างเรื่อยเปื่อยไร้ค่า จนบางทีความคิดวาบขึ้นมาว่า เรียนไปเพื่ออะไร วิชาบางวิชาช่างน่าเบื่อเหลือเกิน วิธีการเรียน เนื้อหาก็งี่เง่า ไม่ได้สร้างภูมิปัญญาเท่าไหร่ แต่บางวิชาก็ดีได้ฝึกตัวเอง เช่น วิชาวิจัย เป็นอันว่าการเข้ามาเรียนนั้นก้อย่าหวังว่าจะได้เรียนอย่างเข้มข้นเสียหมด ด้วยเหตุหลายประการอีกเช่นเคย
เรื่องมันน่าขันตรงที่ว่า แม้ฉันจะรู้สึกว่า การเรียนบางวิชามันช่างน่าเบื่อและมีสาระน้อย แต่ฉันก็อดทนไปเรียนเพราะอยากจะสอบได้คะแนนดีๆ มันรู้สึกเสียดายและเสียใจหลายคราที่สับสนกับสิ่งที่ทำลงไป เพราะมันทำให้เราเป็นคนฉาบฉวยและเขลา ขลาดที่จะปฏิเสธมัน
ฉันรู้สึกไม่ชอบบรรยากาศการศึกษาที่เป็นอยู่ มันไม่ได้ช่วยทำให้เราเป็นคนดีขึ้น หรือเราเองที่ต้องคิดเอาเองว่าควรทำอย่างไรจึงจะเป็นคนที่ดีขึ้นนั่นหรือ ที่เขาสอน
พึ่งตัวเอง.....
ต่างคน ต่างความคิด และต่างอะไรมากมาย สุดแท้แต่ใจหา .... แต่ว่า ฉันขอลาที สายลม แสงแดด June 25 ทำไมทำไม
คำถามมากมายไม่ถูกตอบ
คำตอบมากมายไม่ถูกค้นพบ
แสวงหาสิ่งใด และทำไม
24 มิ.ย.
24 มิ.ย.2475
เคยเป็นวาระอันยิ่งใหญ่
วันก่อกำเนิดประชาธิปไตย
วันที่ไพร่ได้เป็นประชาชน
27 มิ.ย. 2477
การสำเร็จกำเนิดการศึกษา
สร้างมหาวิทยาลัยแห่งภูมิปัญญา
ชื่อว่า ธรรมศาสตร์และการเมือง
วันคืนผ่านกาลนาน 75 ปี
การเมืองหนีจากธรรมอย่างล่องหน
ก่อนเคยเป็นมหาลัยของมวลชน
เดี๋ยวนี้ประชาชนเข้ามาได้เป็นคนงาน
วันนี้หรือเราคือ ตลาดอาชีพ
คนเร่งรีบคว้าปริญญาดังมุ่งหมาย
อุดมการณ์นั้นหรือ คือ อะไร
ไม่เข้าใจเพราะฉันได้แต่ท่องจำ
.....ฉันรักธรรมศาสตร์ ? May 04 น้องชาย...นายโบ จำได้ว่าครั้งแรกที่รูว่าชื่อจริงของตัวเองชื่อว่าอะไร ก็ตอนหกขวบตอนที่เพื่อนเรีกชื่อ
ตั้งแต่รู้สึกตัวก็รู้ว่า เรามีพี่น้องนี่หว่า น้องเกิดหลังเราปีเดียวเลยไปโรงเรียนด้วยกันตลอด ตั้งแต่มันตัวขาว
ใส่กางเกงแดงและชอบดูดปากตัวเอง(คล้ายเม้มปากแต่ดันดูดริมฝีปากเข้าไปด้วย)จนปากบวม
เล่นเราก็ชอบเล่นด้วยกัน เพราะอายุไล่เลี่ยกัน พอมาโรงเรียนก็มาด้วยกันเพราะพ่อจะเป็นคนขับรถไปส่ง
ตั้งแต่อนุบาล
พอเราโตขึ้น ทั้งเราและน้องก็มีโลกส่วนตัว นิสัยเราก็แตกต่างกัน โบจะไม่เงียบ ไม่โวยวาย
ส่วนโต้ก็เอาแต่ใจ ขี้โมโห กระทั่งก่อนที่เราจะย้ายโรงเรียน เรากับน้องก็ยังไม่ค่อยสนิทกัน เพราะอะไรก็ไม่รู้
อาจเป็นเพราะเราอยู่ในวัยเดียวกัน วัยที่ยังไม่เข้าใจทั้งภายนอกและภายในตัวเอง
โบ มาเปลี่ยนไปมากๆ ตอนที่พี่สาวสองคนไม่อยู่บ้าน โต้และต้า ไปเรียนที่กรุงเทพ
ทำให้โบต้องอยู่กับพ่อและดล สามคน โบต้องดูแลบ้านและตัวเอง ไม่มีพี่มาบ่น มาทำให้รำคาญ
จำได้เลย ไอ้ปุ้ยเพื่อนที่แก่นนครมาบอกว่า
"ไอ้โบชอบใส่เสื้อไม่รีด"
แถมตัวโบเองก็ถูกเรียกพ่อแม่ไปหาครู เพราะโบไม่ชอบทำอะไรเหมือนคนอื่น เช่น พอออดพักดังเที่ยงประตูมีให้ออก มันกระโดดออกทางหน้าต่าง สอบก็ตกบ่อย(รึเปล่า) (เหอๆ เหมือนพี่มานเรยย)
แล้ววันเหล่านั้นก็ผ่านไป เพราะมารู้อีกที โบก็ปฏิบัติตัวใหม่ และถูกนิยามตัวใหม่ เป็นคนที่
มีน้ำใจ สุภาพ และเป็นคนที่ดีมาก
โบสอบได้คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.สารคาม ซึ่งโบก็ไปเรียนได้หนึ่งปี
แล้วโบก็ลาออกไปเป็นตำรวจน้อย ไปเข้าโรงเรียนนายสิบรุ่นลงใต้(เหมือนพระเครื่อง)
ด้วยเหตุที่โบคิดว่า หนึ่ง จะได้ไม่ขอตังค์พ่อกับแม่อีก สอง ได้ช่วยเหลือคนอื่น
พ่อ แม่ ไม่เห็นด้วยที่โบจะเป็นตำรวจ โดยเฉพาะการเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย
สำหรับโบ มันคงเป็น "จุดเปลี่ยน" ของชีวิตที่โบเลือกทางเดินของชีวิตตัวเอง
แล้วหนึ่งปีก็ผ่านไป วันที่ 26 เมษาที่ผ่าน พ่อ แม่ พี่ เพิ่งไปงานรับวุฒิบัตรของโบ
โบได้เป็นตำรวจแล้วและก็เดินทางไปอำเภอมะนังสะตา จ.ยะลา
เมื่อวันที่ 30 ที่ผ่านมานี้เอง
ตอนที่นั่งรอโบอยู่ด้านนอกหอประชุมวันรับวุฒิบัตร
โต้ถามแม่ว่า "ถ้าน้องตายจะทำยังไง"
แม่ตอบว่า "ก็ไม่เป็นไรเพราะมันเลือกเอง ไม่มีใครบังคับให้ไป"
พ่อบอกเสมอว่า "ไม่เป็นไรคนมันจะตาย อยู่ที่ไหนก็ตาย"
อืม ให้ตายเถอะ ที่อยากจะพูดกับแกมากคือ
ในฐานะครอบครัวไม่มีใครอยากให้แกเป็นอันตรายหรอก
ในฐานะประชาชน ถ้าไม่มีคนอย่างแก บ้านเมือง คงอยู่ไม่ได้
เรื่องบางเรื่องมนุษย์คงได้แต่ภาวนา ทุกๆคนรอบข้างเอาใจช่วยแกเสมอนะ
.........นายโบ
April 09 ฝนตกหน้าร้อน ช่วงเดือนเมษานี้มันทรมาณจริงๆอากาศร้อนมากๆ พาให้คนต้องหนีร้อนไปพึ่งเย็นกันหมด เข้าฤดูนี้ทีไรนึกถึงช่วงเวลาหยุดยาวอันแสนไร้สาระของตัวเรา
มันเป็นปิดเทอมสุดท้ายของชีวิตแล้วนะ จะไม่มีปิดเทอมไหนอีกแล้ว เรามีเวลาว่างมากเหลือเกินที่จะให้คิดทบทวน ทำ อะไรหลายๆอย่างสมดังที่ตั้งใจ
สมองคนเรานี้แปลก เรื่อง[างเรื่องที่ผ่านไปแล้วพอเราจดจำและนึกถึงมันก็ยังอยู่ ไม่ไปไหนสักที ได้แต่ให้เวลาพาไป
ตอนที่เรากำลังพิมพ์ข้อความเหล่านี้ฝนกำลังตก ท้องฟ้ามืดครึ้ม แน่นอนพอฝนตกเราต้องหาที่หลบ หยุดความเปียกปอนไว้ ความเชอะแชะทำให้หงุดหงิดทุกครั้ง
เพราะเสื้อผ้าตัวเก่งนั้นเปียก และทำให้ตัวเราชื้น แต่พอนึกถึงยามร้อนระอุ ฝนตกห่าใหญ่นี้คงจะพัดเอาไอร้อนไปได้หลายวัน
ช่วงเวลานี้เราคงต้องร้องเพลง season change ของพี่บอยรอ ในวันที่ฝนพรำทั้งภายนอก และภายในใจแบบนี้
ต้องอดทนเวลาที่ฝนพรำ และในวันที่แดดแรง March 29 ความเล็กของตัวเรา เช้าวันหนึ่ง มันเป็นความรู้สึกเป็นปลื้ม หัวใจพองโต เมื่อเราได้รับคำชมเชย หรือได้รางวัล
ชีวิต ดูเหมือนจะได้รับเกียรติ และคุณค่า เวลาเดินด้วยขา ณ ห้วงเวลานั้น เหมือนร่างกายมันลอยได้ เท้ามันไม่ติดพื้นเสียแล้ว
ตัวเราเหมือนจะใหญ่คับฟ้า ขณะเดียวกันก็เบาหวิว คล้ายลูกโป่งยังไงยังงั้น
ลูกโป่งลอยสูงขึ้นๆ หัวใจก็ลอยขึ้น ทันใดก็ไปเกาะกิ่งไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม ลูกโป่งลูกนั้นก็ภาวนาๆ "ขออย่าให้โดนหนาม"
เพราะนั่นหมายถึง ลมแตก หายไป ยิ่งภาวนายิ่งเหมือนมีน้ำอยู่ในลูกโป่ง ทำให้ลูกโป่งคล้อยต่ำและหนักขึ้นๆ บัดนั้นเองลูกโป่งก็หล่นลงมาใส่หนาม แตก!!!
โทษทีเทวดาไม่อยากได้ยินคำขอ หรือไม่ก็สายไม่ว่าง เพระมีคนขอมามากเหลือเกิน ทำให้หนามไปโดนลูกโป่งจนแตกกระจาย ทันใดนั้นลมก็หนีหายหมด เหลือแค่คนตัวธรรมดาๆ ให้ตายสิ เมื่อกี้มันเบาหวิวจัง ตอนนี้หนักโลกอีกและ ตัวเราคิดได้ว่าคิดไปก็เท่านั้น ลมจะพัดด้วยปาก (ทำให้ลอย)หรือด้วยความทุกข์ยาก ก็ใช่ว่าตัวเราจะเอาใส่ตัว เปลี่ยนที่เก็บดีกว่า ทีหลังเขาจะใสในช่องผจญภัยและการเรียนรู้ ว่าแล้วก็เดินปัดตูดที่เต็มไปด้วยฝุ่นและความเชอะแชะ เพราะตกลงมาจากฟ้าก้นจ้ำเบ้า แล้วเขาก็เดินต๊อกแต็กๆ ต่อไป
จบ (นิทานเรื่องนี้ไม่สอนอะไรเลย)
March 26 แค่คิดถึง...ก็ถึงแล้ว เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอไปแป็บเดียว เพื่อนๆที่กำลังอยู่ทางโน้น .... คิดถึงมากเลยนะ
ทั้งยูเอสเอ และ รัสเซีย
เพื่อนที่อยู่เมกา
แจง กิ๊บ ปิ่น อาลีฟ กิ๊บเอ็ม
คำแก้ว ทาโร่ เต้ จิ๊บ ขก ปุ้ย
เเนน โบ เกด ยุ้ย แอร์
ปา แพร
รัสเซีย โหยยยเยอะมาก มีน้องม้าด้วย
ทุกๆ คนคิดถึงนะ
พี่เบิร์ดอยากบอกว่า "ฝนที่ตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้" รักทุกคน March 17 อ่านหนังสือ เมื่อคืนวานอ่านหนังสือพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ อ่านแล้วอมยิ้มอีกเช่นเคย มีความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวดีๆ
ตอนนี้มีโปรเจคที่ต้องอ่านหนังสือเยอะมาก เลยต้องเข้าห้องสมุดทุกวัน อยู่หอคนเดียวมาเกือบอาทิตย์แล้ว ความกลัวผีลดน้อยลงแล้วหล่ะ
เมื่อเช้า ตื่น ได้เพราะมดมันกัดเต็มตัวเลย ลุกขึ้นสะดุ้งมาก็บอกมันว่า นี่ช้านยังไม่ตายนะเฟร้ย !!! มากัดอยู่ได้ เป็นสิบตัวเลย February 28 กลอนที่ประตูใจI Carry your heart with me e.e.comings
ฉันเอาหัวใจของเธอไปกับฉัน แบกมันไว้ด้วยหัวใจฉัน ไม่เคยแยกห่าง ทุกๆที่ที่ฉันไป เธอไปกับฉันด้วยที่รัก และทุกๆสิ่งที่ฉันทำ ก็ดูเหมือนว่า เราได้ทำด้วยกัน ฉันไม่หวาดกลัวต่อโชคชะตา เพราะเธอคือโชตชะตาแห่งชีวิตฉัน คนดี ฉันไม่ต้องการโลกนี้ เธอเอ๋ย เพราะเธอคือโลกทั้งใบของฉัน นี่เป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ นี่คือ รากแห่งราก ยอดไม้แห่งยอดไม้ที่เรียกว่า ชีวิต ที่เติบโตสูงกว่าวิญญาณใดจะถามหา หรือหัวใจใดจะเร้นซ่อนได้ คือความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางหมู่ดาว ฉันนำใจเธอไปด้วยกับฉัน แบกมันไว้ด้วยหัวใจฉัน
กลอนบทนี้เอามาจากบทวิจารณ์หนังเรื่อง In her Shoes เป็นบทกวีที่อยู่ในหนัง น่าสนใจหามาดูอย่างยิ่ง พออ่านบทกวีบทนี้ เรายังนึกถึงหนังเรื่อง Forrest Gump ตอนที่ฟอเรสต์เล่าให้เจนนี่ฟังเรื่องที่ตัวเองไปวิ่ง “ผมมองออกไปที่ท้องฟ้า ผมแยกไม่ออกว่านี่โลกหรือสวรรค์” ฟอเรสต์ เจนนี่ที่กำลังนอนพัก ได้เม่อมองไปที่หน้าต่าง และพูดว่า “ฉันอยากไปที่นั่นกับคุณด้วย” ฟอเรสต์พูดว่า “คุณไปด้วยกับผมเสมอ” เหมือนบทกวีบทนี้ คนแต่งถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้ดีมาก ในเรื่องฟอเรสต์ กั้มพ์ พระเอกต้องจากนางเอกไป ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้เพราะนางเอกเป็นคนที่หัวใจวุ่นวาย ยังไม่พบตัวเองเป็นสาวฮิปปี้ พระเอกเลยต้องนำหัวใจของนางเอกไปด้วย จากตัวอย่างนี้ แสดงว่าอารมณ์ของบทกลอนบทนี้ เจ้าของหัวใจดวงนั้นไม่ได้อยู่ด้วยกับคนแบก เพราะฉะนั้นก็เพียงแค่แบกหัวใจ หรือเปล่า?
ศิลปะแห่งการสูญเสีย Elizabeth Bishop
ศิลปะแห่งการสูญเสีย ไม่ยากที่เรียนรู้ แม้จะดูเหมือนว่า มันเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งการสูญเสียบางสางบางอย่างทุกวัน เราควรจะยอมรับความรู้สึกนั้น เหมือนกับ เราทำกุญแจประตูหายก็เท่านั้น ฉันเสียเมืองถึงสองเมือง แม่น้ำสองสาย ทวีปอีกหนึ่ง ก็เท่านั้น ฉันคิดถึงมันตลอดเวลา แต่มันก็ไม่ได้เลวร้าย แม้แต่การสูยเสียเธอ เสียงตลกๆ ท่าทางที่ฉันรัก ฉันไม่ควรโกหกว่าฉันไม่เสียใจ เพราะว่ามันเห็นได้ชัดว่าฉันเสียใจ ศิลปะแห่งการสูญเสียไม่ยากที่จะเรียนรู้ แม้ว่ามันจะดูเหมือน ความหายนะ
ไวโอเลตดอกน้อย เกอเธ่ นิพนธ์ อำภา โอตระกูล แปล
ดอกไวโอเลตน้อยกระจ้อยร่อยในทุ่งหญ้า ยืนก้มหน้าหามีคนร็จักไม่ เป็นดอกไวโอเลตที่น่ารักชื่นใจ ต้นใบสดใสชวนมอง ทันใดมีสาวเลี้ยงแกะเดินผ่านมา เธอก้าวด้วยท่ากระโดดแจ่มใส เดินไปก็ร้องเพลงไปในทุ่งหญ้า เธอเดินมา เดินมา อ้า ถ้าฉันได้เป็นดอกไม้ที่งามเลิศในธรรมชาติ เจ้าดอกไวโอเลตคิด ขอได้เป็นเพียงชั่วเวลาสั้นๆ แต่สักนิด เพื่อเธอจะได้เด็ดฉันเอาไปด้วย แม้ต้องม้วยเพราะถูกบีบจนยู่ยี่ เมื่อพจีเอาเหน็บอกแนบสนิท ก็ขอเป็นสักนิด อ้า สักสิบห้านาที พอเพียง แค่นี้ แต่ว่า อนิจจา สาวน้อยเธอเดินมา ไม่ได้สนใจ มองไวโอเลตที่พื้นหญ้า ได้ก้าวเหยียบมัน อย่างไม่นำพา ไวโอเลตแบนติดพสุธาน่าเศร้าใจ กระนั้น ไวโอเลตกลับรู้สึกในจิตสำนึกว่าสุขเหลือหลาย อ้า ในเมื่อข้าจะต้องตาย ก็ขอตายเพราะเธอ เพราะเธอผู้นี้ ขอมอบชีวีอยู่ใต้เท้าเธอเสมอไป
อ่านบทกวีบทนี้แล้วชอบมาก คุณอำภาเขียนบอกที่มาไว้ในหนังสือว่าเป็นการเปรียบเทียบ ความรักแบบชนบทชวนฝันของสาวสังคมชั้นสูงสมัยนั้นที่มองชนบทว่าโรแมนติกและสะท้อนภาพ ร็อกโคโค่ ในยุคของเกอเธ่ เรื่องจบแบบเศร้าสลด เราอ่านแล้วเศร้าปนเวทนา คงมีหลายชีวิตที่เป็นไวโอเลตดอกน้อย
คราวหน้าลองแต่งกลอนรัสเซียบ้างดีกว่า... แต่งไว้ทท่อนนึง หัวใจที่ปราศจากรัก คือ หัวใจที่ปราศจากเลือด
ทำตามสัญญาแล้วนะ...ช่วงนี้อ่านหนังสือสอบค่ะ February 22 เสียงในหัวใจ และ เกอเธ่เวลาเป็นสายลมของธรรมชาติ
ไม่เคยพบแต่รู้สึก
ไม่เคยรักแต่คิดถึง
ตอนนี้ใกล้สอบแล้ว งานล้นหัวเหมือนเดิม แต่ชีวิตก็จังหวะสโลว์นะจ๊ะ นอนเก่งจริงนะเรา วันนี้เอาบทกวีของเกอเธ่มาลงไว้
แถมด้วยกวีอีกสองบทที่มาจากบทวิจารณ์หนังเรื่อง In Her shoes สวยงามใช่เล่น อ่านแล้วให้อารมณ์ ไม่ซับซ้อนเกินตา
เมื่อกี้เข้าบล๊อก จู(หมา) มากะบล๊อกจิ๊บด้วย เออ...จิ๊บมาเขียนคอมเม้นท์ข้อเขียนที่แล้วด้วย เหอๆถ้าเจอกันก็ขอให้ได้พูดคุยกันยาวๆนะ
เราก็คิดถึงเพื่อนๆ คนอื่น เอาไว้เดี๋ยวจะมอบให้คนละหน้าไม่ต้องน้อยจายยยย เราเป็นคนไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเท่าไหร่ มันไม่ดีเลยที่เราจะไม่กล้าแสดงออกกับคนที่สำคัญกับชีวิตว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเขา (รวมทั้งเพื่อนๆด้วย) กว่าที่เราจะโง่น้อยลง เวลามักจะพรากสิ่งที่เรารักไป แต่ไม่มีการจากครั้งใดที่ไม่ทิ้งรอยเอาไว้ เฮ้ย ช้านยังจำพวกแกได้เสมอนะเฟร้ย
นอกจากเพื่อนที่ขอนแก่นแล้ว โต้ยังมีเพื่อนที่รักอีกหลายคนที่เตรียม คนแรกเลย คือ ไอ้กิ๊บ(หมี) ที่เริ่มจะไม่ค่อยได้คุยกันเลยทั้งๆ เธอก็อยู่แค่จุฬาเอง
กิ๊บเป็นเพื่อนที่ดีมาก เรานั่งเรียนด้วยกันมาตลอดม.4-5 แล้วก็มาเรียนม.6ด้วยกันอีก แต่แกไปเมืองนอกซะก่อน พอกลับมาก็เข้าบีบีเอ จุฬา คนที่สองคือ ไอ้ออม สาวเซาท์อีส
และก็แก็งสี่เก้า เออ..ลืม สิ ไปได้ไงฟระ แล้ว ก็ ปาวลี (อันนี้โทรคุยกันบ่อยจริง) ถ้าไม่มีท่านเหล่านี้ชีวิตคงเหี่ยวเฉา
คิดถึง คิดถึง ๆ คิดถึงทุกคนเลย
อ้าว เหลือบมองดูกระเป๋า ลืมหยิบเอาสมุดคู่กายมาซะงั้น เลยต้องรอคราวหน้าแปะโป้งไว้ก่อนสำหรับกลอนสามบท February 16 ไอ้จิ๊บหน้านี้อุทิศให้เพื่อนชื่อ จิ๊บ
ช้านมีเพื่อนคนนึงชื่อจิ๊บ เราเรียนอยู่ชั้นประถมห้องเดียวกันตอนป.6 แล้วเราก็ย้ายมาเรียน รร.แก่นนครวิทยาลัยด้วยกัน เรานั่งข้างกันตอนม.2-3
เรามักจะไปเที่ยวด้วยกันบ่อย เช่น ไปเดินเล่น แต่ที่เราชอบคือ เล่นปิงปอง พอมานึกๆ ย้อนมองดูเรานี่ก็บ้าเล่นกีฬาเหมือนกันนะ
จำได้ว่าชอบเล่นทุกอย่างเลยแต่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ตอนม.ต้นรู้สึกเป็นเด็กบ้าเรียน เพราะคิดว่าตัวเองจะเป็นเด็กเรียนเก่ง แต่จริงๆเห็นแก่ตัว ไม่ค่อยสนใจใครเท่าไหร่
เรียนๆ ไป แล้ววันนึงก็จบม.ต้น ก็ได้ย้ายโรงเรียนมาแดนกรุงศรีวิไล กรุงเทพทวาราวดี ศรีอยุธยา มาศึกษาที่รร.เตรียมฯ ที่ทำให้สันดานโผล่
จนทำให้ความขี้เกียจเป็นอำนาจหลัก เอาแต่เล่น555 ไม่ได้ภูมิใจหรอกนะ รู้สึกว่างี่เง่ากว่าเดิม
สักพักพอย้ายโรงเรียนก็ไม่ค่อยได้ติดต่อเพื่อนๆ อีก จนเวลาผ่านเลยไป ผ่านไป ผ่านจนกระทั่งเพื่อนๆมาอยู่กทม.
วันนึงเราก็เดินสวนทางกัน โต้เจอจิ๊บครั้งล่าสุดตอนที่โต้เดินมาบุญครอง ตอนปี 47 สมัยยังอยู่ปีหนึ่ง เราเลยขออีเมลแกมา แต่ตอนนั้นเราจดอีเมลไว้ที่ชีทราม
จนกระทั่งวันหนึ่ง โต้ก็หยิบมันมาอ่าน แล้วบันทึกเมลนั้นไว้ในมือถือ ผ่านไปหลายวัน นั่งเล่นเน็ตอยู่ก็หยิบมือถือมากดเมลแกลงไปในข้อมูลในเอ็มเอสเอ็น
แท๊น แท่น และแล้วเราก็ได้คุยกันในรอบหลายปี ........
สิ่งที่แกไม่รู้อีกอย่างคือ เราไปเห็นข้อความตัดพ้อต่อว่า ที่แกเขียนถึงเรา ในซีดีที่แกมอบให้อ้อตอนเรียนจบที่บอกว่า
"อ้อแกอย่าลืมเพื่อนนะเฟร้ย ติดต่อกันมั่ง อย่าเหมือนไอ้โต้นะ ทั้งที่ตอนอยู่ม.ต้น เรา(จิ๊บ)สนิทกับมัน แล้วพอมันย้ายโรงเรียนมันก็หายไปเลย" เท่านั้นแหล่ะ อิอิ
โลกมันกลมน่ะ แกคงไม่คิอดว่าเราจะได้อ่านมันหรอกใช้มั้ย
โห .. เล่นเอาโต้นั่งอึ้งไปหลายวัน
คิดถึงอดีตที่ผ่านมา .. เราทำอะไรมาบ้าง เรากำลังทำอะไร แล้วเราจะทำอะไร
ยังไงเวลาที่ผ่านมาก็ทำให้โต้รู้สึกคิดถึงแก... อยากที่จะอยู่ในชีวิตของแก เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่อยากจะลับ เลือน หาย ไปในกาลเวลา
คิดถึงนะ หวังว่าคราวนี้คงไปถึง
รักจาก โต้ February 13 ช่วยอย่าหันหลังกลับมาถ้าหันเดินไปแล้วอย่าเดินหันหลังกลับมา
ตรงนี้ไม่มีแสงส่องที่พอจะให้เธอมองเห็นอะไรแล้ว
ช่วยเดินของเธอไปเรื่อยๆ
ดำรงชีวิตของเธอไป
อย่าหันหลังกลับมา
ชีวิตมันก็คงเป็นแบบนี้เดินผ่านมันไปแล้ว
หันหลังกลับมาไม่เจอ
มองไม่เห็น
แต่นึกเห็น
บอกแล้วไม่ต้องหันหลังกลับมา
ความเจ็บปวดวันเก่าๆนั้นเฝ้าตามหลอกหลอน
ก่อนหลับตานอนลืมตาตื่นนอน
ก็ยังโหยหอนอยู่ในหัวคิดและหัวใจ
อย่าหัวหลังกลับมาแม้เธอจะใช้อะไรมองกลับมาก็ตาม
เพียงใช้ชีวิตของเธอต่อไป
อย่าหันกลับมา อย่าหันกลับมา บทเพลงความรัก ความรักวันนี้จะเป็นวันแห่งความรัก และความรักคืออะไร เสียงลม ที่เป็นสัญลักษณ์ออกจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ได้ให้ความหมายมันมากมายเหลือเกิน จนชาวโลกคนหนึ่งไม่ค่อยจะเข้าใจมันสักเท่าไหร่ ความรักที่พร่ำพูด กับที่พานพบช่างต่าง ความรักนั้นยากเกินจะนิยาม หากความรู้สึกต่างหากที่จับต้องอารมณ์นั้นได้ บางครารักคือ ความสดใส ความครื้นเครง เร่งเร้าใจ บางครารักไซร้ คือ ความว่างเปล่า เพราะต่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปได้ ความรักจึงมีลักษณะไม่เสถียรและเปลี่ยนแปลง ความรักยามอยู่มักไม่มีค่า ยามจากมักเรียกน้ำตา ความรักจะไม่มีเงื่อนไข ถ้ามีมันเรียกว่าความอยาก ความรักเกิดได้แม้กระทั่งไม่มีเธอ วันที่อารมณ์เป็นเอกเทศ ของอาณาเขตแห่งความเหงา มักจะโหยหาความหมายแห่งความรัก ความรักไม่อาจบอกได้ว่าเหนือกาลเวลา เพราะ เราต่างเปลี่ยนไปตามเวลา หากมีคนพูดว่ารักตลอดเวลา จงถามต่อไปว่าพิสูจน์สิ แล้วความรักสิ้นสุดเมื่อใด คงตอบไม่ได้ คงบอกได้แค่ว่าเมื่อสิ้นสุดอารมณ์และความรู้สึก มันเป็นด้านของความเป็นมนุษย์ นอกจากการเดิน ลุก นอน กิน ขี้ เหยี่ยว พูด มันคือความรู้สึก แต่เป็นอย่างไรแล้วแต่ใครนิยาม
แด่ความสับสน จาก ความเงียบ ช่วงนี้หัวใจไม่ค่อยสบาย เนื่องจากความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องอะไรที่ไม่อาจทราบได้
ความรู้สึกอึดอัด ซึมเศร้า ไร้จุดหมายมาเยือน ภายในใจจึงสับสน และสับสน
ความเงียบคอยเฝ้าดูความสับสนในจิตใจพลางนึกสงสารความสับสนว่า "ช่างไม่รู้จักกัน"
"ทำไมเธอไม่รู้จักฉัน" เพราะเราต่างเป็นสิ่งที่คู่กัน
เหมือนรถกับน้ำมัน
เหมือนดอกไม้กับตะวัน
เหมือนความฝันกับหลับตา
เหมือนท้องฟ้ากับนก
เหมือนปลากับน้ำ
เหมือนอากาศกับปอด
เหมือนแม่เหล็กขั้วบวกลบ
เหมือนไส้ดินกับไส้เดือน
เหมือนผึ้งกับดอกไม้
เหมือนเธอกับฉัน
ถ้าเรารู้จักกัน เราคงเป็นสิ่งเติมเต็ม
ความสับสน ก็คงจะสับสนต่อไป เพราะพระเจ้าหรือสิ่งที่สร้างพระเจ้าไม่ได้ต้องการให้สิ่งที่คู่กันอยู่ด้วยกันเสมอไป
บางอย่างคู่กันแต่ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ เพราะ
ต่างก็เป็นความต่างที่ทำให้อีกฝ่ายดำรงอยู่
ดังเช่น
ความรัก ความเกลียด
ความโลภ การให้
นางเอก นางร้าย
พระเอก ผู้ร้าย
ตำรวจ โจร
ผี หมอผี
ความฉลาด ความโง่
เจ๋ง ห่วย
สวย ไม่สวย
งาม ไม่งาม
ดี ไม่ดี
cool bad
sad happy
เธอจึงไม่อาจอยู่กับฉันได้ เพราะเรา
ต่างดำรงอยู่เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้ดำรงอยู่
โปรดเข้าใจ โปรดเข้าใจ
หัวใจที่ถูกความสับสนเข้าเกาะกุมพื้นที่ จึงไม่อาจรู้จักความสงบ(เงียบ)
แม้เราอาจจะรักกันโดยที่เราไม่รู้จักกัน และไม่อาจพบกันได้เสมือนวันพรุ่งนี้ เมื่อวาน และวันนี้
ข้อเขียนข้อนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก วันวาเลนไทน์และเพลงของวงอพาทเม้นต์คุณป้า
February 12 ไอ เซ็งโอ้
ชีวิต งานเยอะชิบเป๋งเลย ตอนนี้ จะสอบแล้วด้วย ชีวิตจะไปทางไหนดีเนี่ย
จะเรียนจบแล้วด้วย วันนี้มีเด็กแพทย์มาขายบริการ โปรเซอร์วิชขายลูกโป่งวาเลนไทน์
"พี่ๆ ซื้อลูกโป่งให้คนที่พี่รักมั้ยค่ะ" เด็กแพทย์
คุณโต้ตอบ " ไม่ค่ะ ไม่มีความรัก"
"ค่ะ ๆ ให้น้องรหัสก็ได้ค่ะ" ยังพยายามต่อ
"อ้อ ไม่รักใครค่ะ" คนเดิมตอบ
เด็กแพทย์ "อ้อ ค่ะๆ แต่อย่าลืมบอกต่อนะคะ ถูกมากๆ เลยค่ะ 39 บาทเท่านั้น"
โอ้....ขยันหาตังค์จริงๆคณะนี้
แต่วัยรุ่นคนนี้ก็ดีใจที่ไม่ต้องสอบพูดรัสเซียพรุ่งนี้ อารมณ์ดีขึ้นนิดหน่อย หลังจากป่วยเป็นไข้และเซ็งๆ
ขาดกำลังใจและแรงยบันดาลใจอย่างแรง ชีวิตเลยเหมือนรถขาดน้ำมัน
แต่คุณโต้ว่าไม่เอาแล้วน้ำมง น้ำมัน จะเอานิวเอนเนอร์จี นิวเคลียร์ ไปเลยจะได้ไม่อารมณ์บูดดดดด
เอาละเพื่อมาตามไปกินข้าวแว้วววว ไปล่ะนะ
|
|
|